Japan 2007 :: Kansai :: Day 7 (of 15) - Koka and Hikone
30 March 2007

นั่งรอ capture อยู่ตั้งนานกว่าเลขจะขึ้น (⌒∀⌒)
Capture ไปตั้งนานกว่าจะได้อัพเดทบล็อกใหม่ อิอิ ช่วงนี้งานเยอะมากๆ (สะสมตั้งแต่ช่วงไปเที่ยว) นิยงนิยาย การ์ตูน หรือหนังไม่ได้ดูหรืออ่านซักอย่าง เฮ้อออ.. กลับมาเล่าเรื่องต่อดีกว่า..

วันแรกที่มีอาหารเช้าที่ถูกต้องตามหลัก อนามัย
เปิดอ่านบล็อก
วันนี้ตื่นแต่เช้า อยากออกเร็วๆ เพราะต้องใช้เวลาในการเดินทางเยอะ ออกจากโรงแรมก็ประมาณเกือบเก้าโมง พอไปถึงสถานีรถไฟ เนื่องจากมันบ้านนอกมาก รถไฟมีมาหนึ่งคันต่อชั่วโมง แล้วเราก็พลาดรถไฟไปจนได้ ต้องนั่งรออีกตั้งสี่สิบห้านาที อากาศตอนนั้นหนาวมากกกกกก ไม่ไหว ต้องไปนั่งรอในรถไฟ รอมันออก

ราวกับจองรถไฟทั้งสาย
นั่งรอไปจนกระทั่งรถไฟมา คนก็เริ่มทะยอยขึ้นกันตามทาง จาก Kintetsu ก็ไปต่อ JR สู่สถานี Koka เมื่อไปถึงก็ตกใจนิดหน่อย สถานีหรูว่ะ.. (หรูเมื่อเทียบกับสถานีบ้านนอกๆ ด้วยกัน)

เป็นสถานีรถไฟที่ใหม่มาก คงทำใหม่เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว มีลิฟต์ใหม่ๆ มีห้องพักผู้โดยสาร
พอออกมาจากรถไฟ ขนลุกซู่ หนาวมากๆ เมฆหนามาก ไม่มีแสงอาทิตย์ให้ความอบอุ่นเลย จำได้ว่า ต้องโทรไปหาหมู่บ้านนินจาให้เค้าออกมารับ แต่ว่า.. อิอิ จะให้เราโทรจริงอ่ะเหรอ เค้าจะฟังออกมั้ยเนี่ย แล้วถ้าเค้าพูดมา เราจะฟังรู้เรื่องไหม
ตัดสินใจเดินออกมาเอาดาบหน้า เป็นเมืองไกลความเจริญจริงๆ ไม่มีป้ายแผนที่สำหรับนักท่องเที่ยวอะไรเท่าไหร่ ไปดูป้ายรถเมล์ก็ไม่มีโฆษณาหมู่บ้านนินจา หนาวก็หนาว เราตัดสินใจกลับขึ้นไปหาลุงเจ้าหน้าที่เพื่อสอบถามวิธีไป (เค้าต้องรู้แหละน่า) ให้เพื่อนรออยู่ในห้องพักผู้โดยสารหลบความหนาว
ไปถามเจ้าหน้าที่ เราเอา Print Out ที่พิมพ์มาจากไซต์ส่งให้ลุงเจ้าหน้าที่ดู เค้าก็ใจดีมาก อธิบายใหญ่เลย (ก็ไปไม่ถูกอยู่ดี) เราก็ถามเค้าไปว่า แล้วโทรไปหาเป็นภาษาอังกฤษได้ไหม ลุงก็เลยบอกว่า อ๋อ จะให้เค้าโทรให้เหรอ? (สงสัยภาษาเราวิบัติมาก ถึงกับฟังเข้าใจไปคนละทาง..
เง้อออ..) เราก็ ค่ะๆ อิอิ.. สวมรอย

ออกมาจากสถานีรถไฟต้องเจอรูปปั้นนินจาตระหง่านอยู่ตรงหน้า
เจ้าหน้าที่บอกว่า คนที่หมู่บ้านนินจาจะมารับ ให้ลงไปรอที่ทางออกทิศใต้ (ก็ตรงที่เพื่อนเรารออยู่แหละ) ก็ไปนั่งรอ จะรอในห้องก็กลัวเค้ามารับแล้วไม่เห็น ก็เลยไปรอข้างนอก มันหนาวมากๆๆๆ ลมโคตรแรงเลย ขนาดใส่เสื้อสี่ตัวแล้วยังไม่พอ ต้องเปิดกระเป๋าหยิบเสื้อแขนยาวอีกตัวมาใส่
สักพักใหญ่ๆ ก็มีรถตู้วิ่งเข้ามาจอดใกล้ๆ ป้ายรถเมล์ ต้องเป็นคันนี้แน่เลย เลยเดินถือกระเป๋าออกไป ก็ใช่จริงๆ ด้วย คนขับเป็นชายหนุ่มรู้ภายหลังว่าชื่อ Hokuto (ตอนขากลับเค้าให้นามบัตรก็เลยรู้ชื่อ - แอบได้นามบัตรหนุ่มด้วย อิอิ) พูดภาษาอังกฤษพอได้ เค้าก็ถามว่ามาจากไหน (คำถามยอดฮิต) ก็บอกว่ามาจากประเทศไทย เค้าก็ อืมๆ

ป้ายหมู่บ้านนินจาที่ปากทางเข้า
ค่าเข้าคนละพันเยน เราฝากกระเป๋าแสนหนักไว้ที่ป้าคนขายตั๋ว แล้วก็เข้าไปในหมู่บ้าน ในใจก็คิดว่ากรูจะกลับไงวะเนี่ย เค้าน่าจะไปส่งแหละ คงไม่ทิ้งลูกค้าไว้แถวนี้กระมัง.. พอเดินเข้าไปข้างใน ก็ลืมทุกอย่างเลย เรื่องกลับเอาไว้ทีหลัง เที่ยวก่อนเฟร้ยยย..
หมู่บ้านนินจาที่ว่า มันก็เป็นหมู่บ้านจริงๆ นะ เข้าไปเป็นป่าๆ ต้นไม้ชื้นๆ มีบ้านหลายๆ หลังอยู่ห่างๆ กัน ในบ้านก็มีพวกข้าวของนินจาเก็บ น่าจะเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่เมื่อก่อนมีนินจาอาศัยอยู่

บ้านที่เก็บข้าวของเครื่องใช้นินจาไว้เต็มไปหมด

หลังคาเอาฟางมามัดรวมกัน อากาศชื้นจนมีมอสขึ้นตามหลังคา
บ้านส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหมือนในรูปข้างบน นอกจากบ้านแล้ว ก็จะมีเหมือนศาลและมีพระพุทธรูปข้างใน เดินต่อไปอีกหน่อย ก็ได้ยินเสียงเด็กจำนวนหนึ่ง เห็นครอบครัวหลายครอบครัวยืนอยู่หน้าบ้านหลังนึงเหมือนรออะไร เราก็เลยสวมรอยยืนรอด้วย สรุปคือเค้ารอเข้าชมบ้านนินจา เหมือนมีคนพาทัวร์เป็นรอบๆ อ่ะ สักพักรอบก่อนหน้าเราก็เสร็จ มีผู้ชายสวมชุดนินจา มาเป็นไกด์

กำลังอธิบายทางหนีทีไล่ของนินจา มุดหนีไปลงใต้ดินในรูที่เห็นในรูป

อัดกันอยู่ในห้องลับใต้หลังคา ไว้แอบฟังคนทำอะไรกัน เอ้ย.. คนคุยกัน
เด็กๆ ที่มารอบเดียวกับเราป่วนมากเลย แต่น่ารักดี ฮะๆ ซนสุดๆ ยิ่งพอไกด์พาไปห้องใต้หลังคา พาเข้าห้องลับ วิ่งกันพล่าน แต่เด็กบางคนกลัวจนร้องไห้ (สงสัยกลัวความลึกลับ) ขำดีอ่ะ พนักงานก็อธิบายไปด้วย เล่าทางหนีทีไล่ของนินจาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ส่วนตัวแล้วเราอ่ะชอบนินจาโคงะนะ เราว่ามันดิบๆ ลึกลับดี (อาจจะคิดไปเอง)
ถ้านินจาฮาโตริเป็น Icon ของนินจาอิกะ Sarutobi Sasuke ก็เป็น Icon ของนินจาโคงะ เด็กๆ จะนิยมชมชอบซาสึเกะเป็นอย่างมาก (แน่นอน ดิชั้นด้วยสิคะ) จริงๆ นินจามีหลายสายมาก แต่ที่ดังๆ เป็นที่รู้จักกันมากก็คงมีสองสายนี่แหละ แถบคันไซนี่ให้ความรู้สึกเก่าแก่ดีเนอะ มาตรงนี้มีนินจาสายอิกะ ไปอีกหน่อยเจอนินจาสายโคงะ ผ่านเมืองหลวง(สมัยก่อน)ไกลไปอีกหน่อยก็เจอเขา Shosha ที่เป็นแหล่งพระผู้มีวิชา(ต่อสู้) แหม.. เหมือนมีอะไรเยอะแยะไปหมดเลย 

ออกจากบ้านนินจาตัวอย่าง ก็จะเจอโซนที่เค้าเอาไว้ฝึกวิชา ใครจะปีนเล่นก็ได้ (แต่เราอ่ะไม่.. หนาวว่ะ) ใกล้ๆ ที่ฝึกเห็นสิ่งที่เหมือนเป็นเวที แต่ท่าทางจะไม่มีการแสดงแฮะ ฝนฟ้าก็เริ่มจะตก ลงเม็ดนิดๆ ทั้งหนาวทั้งหิว จนเริ่มจะอยากกลับ (แต่มันพันเยนเชียวนะ!!)
ที่นี่มีร้านให้เช่าชุดนินจาด้วย แต่มันหนาวมากอ่ะ ใครจะไปใส่ฟระ คุณยายคนให้เช่าก็คุยกับเราและเพื่อนใหญ่เลย บ่นไปเรื่อยเรื่องอากาศ มันหนาว คนเลยไม่ค่อยมาเช่ากัน บลา บลา บลา.. เรากับเพื่อนก็มองหน้ากัน แหะๆ (ก็มันหนาวจริงๆ นี่)

โซนที่เอาไว้ฝึกนินจา ฝึกตัวเบาไว้กระโดดข้ามกำแพงไง
เดินไปได้ซักหน่อย จมูกก็ฟุดฟิตเหมือนได้กลิ่นอาหาร
รู้สึกในร้านจำหน่ายของที่ระลึกใกล้ๆ นี่จะมีของกินขายด้วย เดินเข้าไป อ๊าววว คุณคนขับรถที่มารับเราเมื่อกี้นี่ ตอนนี้มาเป็นพ่อครัวแล้วแฮะ ประหยัดคนดีจริงๆ เดินไปยิ้มให้แล้วก็สั่งข้าวแกงกะหรี่กับคิทสึเนะอุด้ง สักพักอาหารร้อนๆ ก็มา แว๊บเดียวเกลี้ยงงง

จิ้งจอกอันธพาล ปิดตามากันเป็นแก๊ง

ทานูกิขี้เมา
ระหว่างกิน เราก็หน้าด้านถามคุณ Hokuto ไปว่า จะไปส่งเรากลับสถานีได้หรือเปล่า (ก็กลับไม่เป็นอ่ะ) เค้าก็เหมือนอึ่กๆ อั่กๆ (ไม่เต็มใจป่าวเนี่ย หรือฟังเราไม่ออก??) บอกเราว่า ได้ แต่อยากให้รออีกซักชั่วโมงครึ่งได้ป่าว (คือ เค้าคงขายของด้วยไง) เราก็ ได้ค่ะๆ ไม่มีปัญหา อ้อ.. จะบอกว่า ตอนนี้คุยภาษาอังกฤษกันนะ อิอิ
เราถามคุณ Hokuto ว่าไม่มีการแสดงเหรอ เค้าก็บอกว่า วันนี้ไม่มี เราบอกเค้าไปว่า เนี่ยเราเพิ่งมาจากอิกะ "จริงเหรอ ผมมีเพื่อนเป็นนักแสดงอยู่ที่นั่นด้วย" ว่าแล้วเค้าก็เอารูปให้ดู เป็นนักแสดงนินจาเมื่อวานที่แสดงกวนๆ จริงๆ ด้วย เค้าบอกว่า จริงๆ เพื่อนคนนี้เป็นสายโคงะ แต่ตอนนี้หันไปแสดงให้สายอิกะ (สงสัยทางนั้นการท่องเที่ยวดีกว่า อิอิ) เราว่าบางทีเค้าคงรับสองจ๊อบแหละ คิกๆ

แมวนินจามันสับขาหลอก ตอนแรกนึกว่าเป็นรูปปั้น มันนั่งนิ่งมากๆ พอเข้าไปจ้องใกล้ๆ มันกระดิกหูใส่ ไม่น่าล่ะ ไมรูปปั้นมันเหมือนจังวะ
อิ่มแล้วก็เดินไปเดินมาภายในหมู่บ้านนินจา ถ่ายรูปไปเรื่อย เจอนักท่องเที่ยวคาดว่าประมาณไต้หวัน นอกนั้นเป็นครอบครัวญี่ปุ่นพาลูกๆ มาเที่ยวทั้งนั้น เดินไปได้ซักสี่สิบนาทีกว่าก็เหนื่อยแล้วอ่ะ อยากไปแล้ว เพราะต้องเดินทางไปฮิโกเนะต่อ ก็หน้าด้านเดินเข้าร้านอีก บอกเค้าไปอีกแหนะว่ากรูพร้อมแล้ว ป้าเจ้าของร้านก็เลยโทรไปบอกคุณโฮคุโตะว่า แขกอยากกลับแล้ว (อายจังอ่ะ รบกวนเค้าจัง) เค้าก็เลยไปส่ง แหะๆ ก่อนไป ป้ายังให้ม้วนกระดาษเล็กๆ ให้เรากับเพื่อน บอกว่าเป็นของฝาก เราก็ของคุณแล้วรับมา ป้าใจดีจังงง (เค้าคงให้ทุกคนแหละมั๊ง)

ตัวบวมมากเลย ใส่เสื้อซะหลายชั้น (ー_ー;)
พอไปถึงสถานี เรากับเพื่อนก็เลยขอถ่ายรูปคู่ฮาคุโตะซังซะหน่อย (ในฐานะที่ใจดีเอาเรากับเพื่อนมาส่ง) เค้าก็เลยให้นามบัตรเรา บอกว่าอยากให้เราส่งรูปมาให้เค้าด้วย (หาได้ให้เพราะความพิศวาสไม่ ฮะๆ) ช่วงรอรถไฟ เรากับเพื่อนก็เลยไปเดินในเมืองซึ่งเงียบมากๆ ผีจะหลอก.. เดินไปเจอร้านเครื่องสำอางค์ ก็ยังอุตส่าเข้าไปซื้ออีกแหนะ คนขายเป็นคุณยายอายุเยอะมากๆ คนหนึ่ง ใส่เครื่องช่วยฟังด้วย แกคุยกับเราใหญ่เลย คิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่น เราก็ตอบไปแบบ.. น่าจะรู้นะ.. ยายแกก็บอกว่า ขอโทษนะ หูยายไม่ค่อยดีเลย (ไม่หรอกค่ะ หนูพูดไม่รู้เรื่องเองแหละ ฮือๆ - สงสัยดวงจะถูกกับคนสูงอายุแฮะเรา..)

ตรงทางเดินลงบันไดก็เจอนินจาห้อยโหนอยู่
เพื่อนเราซื้อของไปเจ็ดพันกว่าเยน ยายแกคิดเงินช้ามาก กว่าจะแกะป้ายออกมา กว่าจะเปิดถุง คิดไปก็ร้อง เอ๋? ∑( ̄□ ̄;) ผ้าเช็ดหน้านี้ 1,500 yen เลยเหรอ?! แล้วกระเป๋านี่.. 3 พันกว่าเยน.. ติดราคาผิดหรือเปล่านะ (และอะไรอีกมากมาย) พูดกับตัวเองไปเรื่อย ไอ้เรารึก็รีบ จะได้เวลารถไฟมาแล้ว เรากับเพื่อนก็เลยช่วยแกคิดเลขให้เลย คิดเงินทอนให้ด้วย ยายแกน่ารักนะ เดินต่อกแต่กๆ ไปที่เครื่อง จิ้มๆ หยิบเงินทอน เงินเหรียญย่อยไม่มีอีก แกเลยลดราคาให้ไปห้าร้อยเยน เรากับเพื่อนก็บอก ไม่เป็นไรค่ะๆ แกบอกเอาไปเหอะ (สงสัยเห็นว่าผ้าเช็ดหน้ากับกระเป๋าแพง)

ภาพนี้อยู่บนผนัง
คนที่นี่ซื่อมากๆ เลยนะ สมมติเรากับเพื่อนเลวแกล้งเป็นคิดเงินผิด เค้าก็คงไม่รู้เลย ไม่ได้ตรวจสอบเลยว่า คิดถูกหรือเปล่า ระบบเชื่อใจกันมากๆ จ่ายเงินเสร็จจะรีบไป ยายแกยังมาขอเบอร์โทรเราอีก ด้วยความเกรงใจก็เลยให้เบอร์ไป (เบอร์ประเทศไทยว่ะ) ถามว่าเราจะไปไหนต่อ (แกคิดว่าเราเป็นคนญี่ปุ่นมาท่องเที่ยว) เราบอกฮิโกเนะ แกก็พูดอะไรต่ออีกไม่รู้ท่าทางดีใจ
เราบอกว่าเรารีบ แกก็เลยต้องปล่อยเราไป.. สงสัยแกไม่ค่อยมีคนคุยด้วยเท่าไหร่หรือเปล่าเนอะ..
อ้อ.. แต่ตกลงว่าเรากับเพื่อนคิดเลขผิดจริงๆ แหละ ไม่ได้คิดขาดนะ คิดเงินเกิน.. เพื่อนเขียนราคาผิดไปทำให้บวกออกมาเยอะเกินราคาจริง สรุปเลยขาดทุนไปพันเยน คุณยายจะรู้ตัวไหมเนี่ยว่าได้กำไร.. ฮิฮิ

ภาพนี้วาดต่อกันกับเก้าอี้ ห้ามเคลื่อนย้ายเก้าอี้เด็ดขาด ∑( ̄□ ̄;)

ออกจากร้านก็วิ่งๆๆ ในที่สุดก็ได้ขึ้นรถไฟไปฮิโกเนะ จากข้างนอกหนาวสมองแทบไม่ทำงาน ขึ้นบนรถไฟ JR West สาย Hikone แทบขาดใจ.. ร้อนมากกกก (รถไฟมีฮีทเตอร์) ถอดเสื้อกันแทบไม่ทัน..

ฝาท่อน้ำก็เป็นรูปนินจาโคงะ
นั่งกันไปอีกเป็นชั่วโมง ในที่สุดก็ถึง จากร้อนๆ ออกมาข้างนอกลมก็พัดวึ้บบ หน๊าววววว~~~ (มันจะเอาไงวะ ประเทศนี้..) เนื่องจากต้องรอรถไฟนานเหมือนกัน กว่าจะมาถึงฮิโกเนะก็ห้าโมงเย็นกว่าแล้วอ่ะ เราต้องรีบเอาของไปไว้โรงแรมแล้วค่อยไปเที่ยวต่อ

สัญลักษณ์ของเมือง
พอเอากระเป๋าไปไว้แล้ว ก็คิด จะไปปราสาทฮิโกเนะมันก็ไม่ทันแล้วอ่ะ พวกปราสาทอ่ะปิดห้าโมงเย็น คงต้องไปพรุ่งนี้ แต่มาถึงนี่ ยังไงก็ต้องเห็นทะเลสาปบิวะให้ได้ อากาศหนาวมากๆ ลมพัดจนปวดหัวไปหมด แต่เรื่องเที่ยวเรื่องใหญ่ หนาวกรูก็จะไป๊!!!!
เดินไปตามทางข้างสวน Konki โอ๊วววว~~ ทำไมมันหนาวได้ขนาดนี้วะเนี๊ยยย
หนาวจนพูดกันแทบไม่ออก ลมแรงจนเริ่มเจ็บคอ ไม่เดินต่อก็ไม่ได้ ตอนไป Niagara หนาวกว่านี้หลายเท่ากรูยังรอดชีวิตมาได้ อันนี้ก็ต้องได้เซ่~~
เดินไปเรื่อยๆ ชักมืด ยิ่งมืดยิ่งหนาว พ่อแม่พี่น้อง จะเดินกลับก็ไม่ได้ ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ (อะไรมันจะขนาดนั้น จริงๆ แอบเดินกลับก็ไม่มีใครรู้กับแกร๊อกก) เดินมาจนถึงทะเลสาป มืด.. และเงียบ..
หมอกก็เยอะ.. แต่ถ้าจะให้เดินมาใหม่อีกทีพรุ่งนี้ มาฆ่ากันเลยดีกว่า..

ทะเลสาปบิวะยามค่ำคืน
มองๆ ไปมันก็ทะเลสาปเฉยๆ จริงๆ นะ คงต้องหน้าร้อนอ่ะ คนถึงจะมาเล่นน้ำเล่นกีฬากัน เดินไปเดินมาได้สักพักก็ไม่ไหวแล้ว น้ำมูกเริ่มไหล อยู่นานกว่านี้ต้องไม่สบายแน่
รีบไปดีกว่า พรุ่งนี้เราต้องไปเกียวโตด้วย นัดเพื่อนคนญี่ปุ่นไว้สิบเอ็ดโมง เกิดไม่สบายไป จะเที่ยวไม่สนุก
ว่าแล้วก็เดินกลับไปหาของกินดีกว่า ของกินที่มีชื่อเสียงอย่างหนึ่งของฮิโกเนะก็คือ.. เนื้อฮิโกเนะ (ดิชั้นเป็น Meat Lover ฮ่ะ) แต่เดินไปเท่าไหร่ ก็ไม่เห็นป้ายร้านขายอาหารที่ใช้เนื้อฮิโกเนะ (หรือเป็นที่รู้กันว่าใช้เนื้อฮิโกเนะ.. ก็ไม่นะ มันก็ไม่ถูกนะ น่าจะบอก) หิวทนไม่ไหว ตัดสินใจเดินเข้าร้านซูชิซะเลย
เราสั่งชุดซูชิชุดละ 1,700 yen โดยประมาณ มีอยู่แปดชิ้น (แพงนะเนี่ย) พอดีถ่ายรูปซะ Memory เต็ม ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปมา ในชุดมีอะไรบ้างจำไม่ค่อยได้ แต่จำที่แพงๆ ได้บางอันเช่น ซูชิไข่หอยเม่น, ซูชิ(โอ)โทโระ (Fatty Tuna), ซูชิปลาไหลที่ข้าวนิดเดียวแปะปลามาทั้งตัว (≧▽≦) นอกนั้นจำไม่ได้แล้ว.. ซูชิไข่หอยเม่นเพิ่งได้กินเป็นครั้งแรก (ได้ข่าวว่าแพง) กินแล้วมันก็หยุ่นๆ อ่ะ แต่ไม่คาวไม่แหยะ แปลกๆ ดี ส่วนโอโทโระนี่ มันเหมือน.. ให้รู้สึกเหมือนกินเนื้อหมูดิบนุ่มๆ อ่ะ (ไม่เคยกินหมูดิบหรอก เดาเอา) ไม่น่าจะใช่เนื้อปลา ไม่ใช่ไก่ หรือจะเป็นเนื้อ!! (ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามันคือเนื้อปลา
เดาไปเรื่อย) มารู้ตอนหลังว่า มันเป็นของที่แพงมาก แพงกว่าไอ้ไข่หอยเม่นอีกง่ะ แพงกว่าหอย แพงกว่าจานไหนๆ เลย
กินเสร็จก็กลับไปนอน พรุ่งนี้ต้องรีบตื่นมา ตั้งใจจะออกแต่เช้าเพื่อไปปราสาทฮิโกเนะ (มาถึงแล้ว ยังไงก็ต้องไปให้ได้) ปราสาทเปิดให้เข้าแปดโมงครึ่ง ต้องไปให้ถึงก่อนเวลา แล้วต้องออกมาให้ทันรถไฟเที่ยวเก้าโมงสี่สิบเพื่อไปพอเพื่อนที่นัดไว้ที่เกียวโตตอนสิบเอ็ดโมง
คิดๆ ดู มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยเนอะ..
เปิดอ่านบล็อก


เด็กพวกนี้มันก็นั่งนิ่งกันเหลือเกิน (ถ้าเป็นเด็กๆ บ้านเราคงเมาท์แตก) บางคนก็แอบหลับบ้าง แต่มีน้องคนนึงที่หน้าตาดีสุดในโบกี้ ก็เลยมองแก้เซ็งซะ แต่ละคนคิ้วโก่งเป็นเส้นเชียว แล้วก็จะชอบใช้กระเป๋าเงินใบใหญ่ๆ (เหมือนกระเป๋าเงินผู้หญิงอ่ะ) เสียบเอาไว้กระเป๋ากางเกงหลัง
ขนาดบอกว่า (พอ)พูดภาษาญี่ปุ่นได้ เค้าก็ยังไม่ยอม อะไรกันเนี่ย..
(รู้สึกเหมือนถูกรังเกียจยังไงไม่รู้แฮะ) ก็เลยต้องเลือก Plan B คือ นอนโรงแรม โอเค๊~~ ไม่มีปัญหา~~








) แล้วเราก็เข้าไปนั่งรอ สักพักคนก็เต็ม นักแสดงก็เริ่มแสดง เราซึ่งคาดว่า คงถ่ายรูปไม่ทันเป็นแน่ ก็เลยเปลี่ยนเป็นอัดวีดีโอแทน
สงสัยจะไม่รุ่งทางนินจา..




ท.. ทำไมมันอร่อยอย่างงี้ มันแค่วุ้นไม่ใช่เหรอ อร่อยมากกกก แต่จะซื้อกลับก็.. ถ้าไม่ทนไม่ไหวกินหมดก่อน มันก็คงเสียก่อนได้เอากลับบ้านอ่ะนะ

เจี๊ยกกก~~ เป็นบุฟเฟต์ก็ไม่บอก (เค้าคงบอกแหละ แกอ่านไม่ออกเอง - ก็มันไม่ได้ทับศัพท์อ่ะ) เสียดายที่สุด!!! รู้งี้ไม่กินข้าวก็ดีหรอกกกกก
ธ่ออออ~~~













ว่าแล้วก็.. ผลุ่บผลั่บ.. (ติดเรทไหม ฮะๆ) แล้วก็เดินเข้าห้องแช่เลย



