หายไปนานไม่ได้มาอัพเดทบล็อกเลยเนื่องด้วยมีเหตุต้องจากไปอังกฤษชั่วคราว ตอนนี้กลับมาแล้วก็มารื้อฟื้นความหลังต่อ (ยังมีคนอ่านอยู่ไหมเนี่ย แหะๆ) 
Japan 2007 :: Kansai :: Day 9 (of 15) - Kyoto (Part I)
1 April 2007
Guest House ที่เราอยู่จะมีอินเตอร์เน็ตให้เล่นฟรี(คนละ 15 นาทีเท่านั้น - เปิดเมลล์ยังไม่ทันได้อ่านเลยกรู หมดเวลาก่อน) มีโทรศัพท์หยอดเหรียญ มีทีวีส่วนกลาง มีครัวส่วนกลาง แล้วก็มีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ อยู่ญี่ปุ่นมาหลายวัน ถึงเวลาแก่การซักผ้าเสียที แต่มีกฎอยู่ว่า ห้ามเข้าห้องครัวและซักรีดก่อนเวลา 10AM และหลัง 10PM (นั่นมันเวลาเที่ยวของช้านไม่ใช่เร๊ออ~)
เมื่อคืนเนื่องจากว่ากลับมาประมาณสามทุ่มครึ่ง ก็เลยเอาเสื้อผ้าไปซักทิ้งไว้ แต่เราเข้าหลังสี่ทุ่มไม่ได้อ่ะ จะเข้าไปดู แล้วปั่นผ้าทิ้งไว้ก็กระไรๆ (เป็นคนเคร่งครัดในกฎแหะ) ก็เลยทิ้งมันไว้ในเครื่องซักผ้าอ่ะแหละ ทำไงอ่ะ ก็นัดเพื่อนไว้แต่เช้าตรู่เลย หวังว่ามันคงไม่เน่าคาเครื่องนะ อิอิ 
เปิดอ่านบล็อก

ป้ายรถเมล์อันน่าทึ่ง มันรู้ได้ไงอ่ะว่าอีกสามนาทีรถจะมา
ขนาดรถติด มันยังมาตรงเวลาได้เลย เอ๊ออ.. ทำได้ไง..
วันนี้มีภารกิจต้องเดินวัดสำคัญๆ ต่อ (เพราะเพื่อนเราก็ไม่เคยมา) วันนี้ออกเร็วมาก นัดเจอกันแปดโมงครึ่งเพื่อให้ไปถึงวัด Ginkakuji หรือวัดเงิน เพราะถ้าไปสายๆ บ่ายๆ คนจะเยอะมากๆ ตามทางเดินสู่วัดก็จะเต็มไปด้วยของขายมากมาย ถึงแม้จะไปเช้า แต่คนก็ยังเยอะอยู่ดีแฮะ


รองท้องก่อนเข้าวัด แป้งข้าวเหนียวทอดรสสไปซี่อันละ 200 เยน

จริงๆ Ginkakuji มันจะต้องเงิน แต่เห็นว่าเจ้าเมืองเงินหมดก่อน
ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น แต่สวนสวยมากๆๆๆๆๆๆ
วัดเงินนี่เป็นวัดที่เน้นสวนมากๆ สวนที่นี่ใหญ่แล้วก็มีชื่อเสียง ทุกส่วนเป็นปรัชญาไปหมด พื้นสวนเต็มไปด้วยมอสนานาชนิด ไม้ในสวนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสนและไม้ยืนต้นเล็กใหญ่ ไม่ค่อยมีไม้ดอกเท่าไหร่ ทำให้ทั้งสวนมันเขียวชะอุ่มไปหมด เดินแล้วมันชื่นจายยย~ ทัวร์จากบ้านเราไม่ค่อยมีมาลงที่วัดนี้เท่าไหร่นัก (ทั้งๆ ที่มันสวยมากๆ) ตัววัดไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมาก แต่เรื่องสวนนี้ สุดยอดจริงๆ ค่ะ (ตั้งแต่เดินสวนมาในทริปนี้ สวนนี้สุดยอดที่สุดเลยค่ะ)

ภาพมอสที่ปกคลุมพื้นสวน มีมอสหลายพันธุ์มาก เขียวชะอุ่มจริงๆ

(เพื่อนเล่ามาว่า..) ทุกอย่างภายในสวนล้วนเป็นปรัชญาและมีความหมายที่ลึกซึ้ง (แต่เราไม่รู้หรอกว่าเค้าจะหมายถึงอะไร เง้ออ..) ต้นไม้ทุกต้น แม้แต่มอสทุกชนิดที่ถูกปลูกไว้ตามที่ต่างๆ เค้ามีการวางแผนไว้แล้วทั้งหมด น้ำตกที่ไหลเอื่อยๆ ตรงนี้ ไม่ยืนต้นที่ถูกปลูกไว้เป็นแนวตรงนั้น สะพานข้ามบ่อน้ำตรงนู้น.. ใครเป็นนักปรัชญาไปแล้วรบกวนช่วยบอกด้วยค่ะ (ー_ー;)

น้ำใสไหลเย็น.. แต่ไม่เห็นตัวปลา

ไม้แดงตัดกับมอสเขียว งามแต้ๆ

พักดื่มชาซักหน่อยดีกว่า (จริงๆ คือ กรูหิวแล้วววว)
ขอซดชาเขียวแก้กระเพาะว่างหน่อย

พอเดินๆ จนคุ้มเงินออกมาแล้ว เราก็ออกมาเจอร้านน้ำชา ก็เลยแวะดื่มกันซะหน่อย บรรยากาศมันดีจริงๆ เมื่อออกมาจากวัดแล้ว เราก็เดินทางเดินนักปราชญ์ซึ่งอยู่ตรงปากถนนทางเข้าวัดนั่นแหละค่ะ ทางเดินนักปราชญ์หรือ Philosopher's Path เป็นที่ที่เราอยากมามานานแล้ว (≧▽≦) ทางเดินนี่ยาวมากเกือบสองกิโลเมตรได้

ตอนที่ไปนี่ คนยังไม่ถึงกับเยอะมากๆ (เทียบกับวันหลังที่ไปอีกครั้ง) ดอกซากุระก็เริ่มบานแล้ว ที่นี่จะเจอชาวต่างชาติ(ฝรั่ง)กับคนญี่ปุ่นเยอะ บ้างจะสวมชุดยูกาตะมาดูดอกไม้ เดินๆ ไปจะเห็นร้านตามข้างทางประปราย มองๆ ไป อ๊ะ.. เห็นร้านน้ำชาอีกแล้ว ตอนแรกว่าจะไม่แวะ แต่เพื่อนเข้าไปถามว่าขอเข้าไปดูวิธีชงหน่อยได้ไหม แล้วเค้าให้ดู ก็เลยได้กินอีกเซ็ต

ป้าแกชงเร็วมากๆ ถ่ายไม่ทันอ่ะ

คิดว่าเป็นชาเขียวที่อร่อยที่สุดเลยอ่ะ มันนุ่มมากๆ
ร้านน้ำชาที่นี่เป็นร้านสำหรับคนสูงอายุจริงๆ (ー_ー;) มองไปทางไหนก็เจอแต่รุ่นคุณยายคุณป้า ร้านอยู่ข้างทางระหว่างทางเดิน Philosopher's Walk ราคาไม่แพง ขนมก็.. ง่าา.. แต่พอได้กินแล้ว มันอร่อยแฮะ.. ไอ้ขนมแผ่นๆ แท่งๆ ที่เห็นในรูป มันทำจากแป้งไรฟระ.. ฟังไม่ออก แต่มันแข็งๆ เหนียวๆ นิดหน่อย (ใครฟันไม่แข็งแรงกรุณาใช้วิจารณญาณก่อนกิน) แต่มันก็อร่อยดีนะ ชาเขียวคุณป้านี่สุดยอดจริงๆ ตอนดูวิธีชง ดูมันไม่น่าจะอร่อยได้เลย ∑( ̄□ ̄;) แต่พอได้กินแล้ว มันหอมและนุ่มดีอ่ะ

แอบถ่ายดอกไม้ชาวบ้าน

ดอกอะไรไม่รู้ น่ารักดี บานโดดเดี่ยวอยู่ในกระถาง
ระหว่างเดิน Philosopher's Path (จะ Path หรือ Walk ก็ได้) ทั้งเราและเพื่อนต่างมองหาสองสิ่ง คือ ป้ายรถบัส(หรือรถไฟฟ้า) และร้านอาหาร (ー_ー;) ก็ตั้งแต่เช้ากินแต่ไอ้แป้งข้าวเหนียวทอดสองแผ่นนั่น แล้วก็ชานิดๆ หน่อยๆ (สิบนาทีก็ย่อยหมดแล้ว) ทางเดินก็ไกลเหลือเกิน เดินไปไม่มีทีท่าว่าจะเจอป้ายรถบัส

ดอกท้อหรือดอกบ๊วยน้อออ.. ดูไม่ออก อิอิ
สองข้างทางตามทางเดิน จะมีของขายประปราย ประเภทผ้าพันคอไหมหน้าตา 199 บ้านเราดีๆ นี่เอง ฮะๆ แล้วยังมีจิตรกรนั่งวาดภาพซากุระอยู่เป็นหย่อมๆ แต่ก็ยังไม่เห็นร้านของกินอยู่ดี แหม.. จริงๆ จะบอกว่าไม่เห็นก็ไม่ได้ เห็นแต่เลือกที่จะไม่กินเองอ่ะ เลยตัดสินใจกันว่า งั้นหาทางออก แล้วไป Kingakuji หรือวัดทองกันดีกว่า ไปหาอะไรกินแถวนั้นเลยละกัน

ซู่ซู่.. น้ำตกน้อยจากวัดไหนหว่า.. อิอิ..
หนึ่งในวัดที่มีชื่อเสียงอีกอันที่ได้เข้าไปชมคือ Nanzenji (南禅寺) เป็นวัดที่ใหญ่มากอีกแห่งหนึ่งเหมือนกัน แต่เดินไม่ทันไร ฝนฟ้าก็ทำท่าว่าจะตกอีกแล้ว ยังดื่มด่ำอะไรไม่ลึกซึ้งก็ต้องจรลีจากไปยังวัดต่อไป (ตารางแน่นเอี๊ยด) วัดนี้มีสถาปัตยกรรมหลายอย่างที่ดูเป็นตะวันตก ก็แปลกๆ ดี

คลองรางน้ำขนาดใหญ่ Sosui (疏水) ในวัดนันเซ็นจิ
ตอนนี้รูปเยอะนิดนึง จริงๆ อยากเอาลงอีกหลายรูปเลย แต่เดี๋ยวโหลดนาน (และจริงๆ คือ จำชื่อวัดไม่ได้ด้วย คิกคิก) อาจจะสงสัยทำไมวันนี้ไปหลายที่วิ่งเที่ยวจัง (แต่ก็ดื่มด่ำ ไม่ได้เที่ยวลวกๆ นะ) เป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เราซื้อตั๋ว Kyoto 2-Day Pass อ่ะค่ะ แล้วก็เป็นวันสุดท้ายที่เพื่อนเค้าจะอยู่เที่ยวด้วย เค้าก็เลยอยากไปหลายวัดหน่อย (เราอ่ะ ม่รีบ เพราะต้องอยู่อีกเป็นอาทิตย์)
ตอนแรกขอจบที่เท่านี้ก่อนดีกว่า ตอนสองเดี๋ยวมีไปที่อื่นอีก เดี๋ยวมันจะยาวเกินไป ขอตัวไปปั่นต่อก่อนนะคะ 
เปิดอ่านบล็อก
Archive: Day 1, Day 2, Day 3, Day 4, Day 5, Day 6, Day 7, Day 8 (Part I), Day 8 (Part II)