Japan 2007 :: Kansai :: Day 6 (of 15) - Iga Ueno
29 March 2007
เก้าโมงกว่าๆ ก็เตรียมพร้อมออกเดินทาง แบกเป้หนึ่งใบใหญ่ๆ กระเป๋าคาดเอว และกระเป๋ากล้อง เดินลงไป Check Out เสร็จเป็นเวลาเกือบสิบโมง วันนี้ต้องนั่ง JR ไปลง Tsuruhashi แล้วต่อ Kintetsu Osaka Line ไปลง Iga-Kanbe แล้วก็นั่ง Kintetsu Iga Line ไปลง Ueno-shi เป็นอันถึง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.5 ชั่วโมง นั่งมองเมืองผ่านกระจก ก็เบื่อๆ เหมือนกัน จะหลับก็ไม่กล้าหลับ กลัวเลยป้าย ฮะๆ

หลังจากจัดการส่งการ์ตูนกลับก่อน ก็เหลือ Backpack ใบเดียว (ซึ่งแค่นั้นก็หนักแล้ว)
พอเปลี่ยนขึ้น Kintetsu Iga Line ก็มีเด็กๆ จำนวนหนึ่งกรูกันขึ้นโบกี้ที่เรานั่งอยู่ แล้วก็นั่งต่อจากเราไปเป็นแถว จากชุดนักเรียน ดูก็รู้ว่านักเรียนม.ต้นโรงเรียนรัฐบาล แล้วก็คงเป็นชมรมเบสบอลด้วย ทุกคนจะถือกระเป๋าเหมือนกันเป๊ะๆ (เพราะชมรมเดียวกัน หรือโรงเรียนบังคับ??) พอมาถึงก็มานั่งอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ กันคนละเล่ม (แอบเหล่ดูแล้ว เป็นหนังสือสรุปบทเรียน - ไปยุ่งกับเค้าอีกแหนะ กรู..)
เปิดอ่านบล็อก

เด็กๆ มัธยมขึ้นเต็มคันรถเลยเฟร้ยยย
เสียอย่างเดียว เป็นม.ต้น แต่ไม่เป็นไร อิอิ..
เราก็เลิกมองวิวนอกหน้าต่าง มองเด็กๆ ดีกว่า ฮิฮิ
เด็กพวกนี้มันก็นั่งนิ่งกันเหลือเกิน (ถ้าเป็นเด็กๆ บ้านเราคงเมาท์แตก) บางคนก็แอบหลับบ้าง แต่มีน้องคนนึงที่หน้าตาดีสุดในโบกี้ ก็เลยมองแก้เซ็งซะ แต่ละคนคิ้วโก่งเป็นเส้นเชียว แล้วก็จะชอบใช้กระเป๋าเงินใบใหญ่ๆ (เหมือนกระเป๋าเงินผู้หญิงอ่ะ) เสียบเอาไว้กระเป๋ากางเกงหลัง

น้องหล่อแบบ Close Up.. (อย่าหาว่าโรคจิตเลย คือมันไม่มีอะไรถ่าย)
ส่วนน้องข้างๆ แม้จะสกินเฮด แต่สังเกตว่าคิ้วโก่งบางเชียว
เด็กๆ ลงพร้อมกับเราที่สถานี Ueno-shi แล้วก็เดินไปไหนไม่รู้ ไม่ค่อยได้ดูแล้ว เดินหาแผนที่แล้วหาโรงแรมดีกว่า จะได้เอากระเป๋าไปฝากแล้วไปเที่ยวต่อ เดินหาโรงแรมอยู่พักนึงก็เจอ วันนี้เป็นวันที่นอนโรงแรมที่ดีที่สุดในทริปนี้เลย เพราะเคยจะจองเรียวกัง ปรากฎว่าเจ้าของเค้าเห็นว่าเป็นชาวต่างชาติ เค้าเลยปฎิเสธไป
ขนาดบอกว่า (พอ)พูดภาษาญี่ปุ่นได้ เค้าก็ยังไม่ยอม อะไรกันเนี่ย..
(รู้สึกเหมือนถูกรังเกียจยังไงไม่รู้แฮะ) ก็เลยต้องเลือก Plan B คือ นอนโรงแรม โอเค๊~~ ไม่มีปัญหา~~
เอากระเป๋าไปฝาก จ่ายเงิน รับกุญแจมาเรียบร้อยแล้วก็ออกเดินเที่ยวกันต่อ ปราสาท Iga Ueno และ Ninja House มันอยู่ด้วยกันภายใน Ueno Park ที่มิเอะนี้ซากุระก็ยังไม่บาน เดินไปก็จะเห็นแต่ดอกตูมๆ ใกล้บาน แต่ไม่บานสักที
เข้าไปข้างในจะเห็นร้านขายของที่ระลึกร้านแรก และมีให้เช่าชุดนินจาด้วย ชุดละแค่ห้าหกร้อยใส่ได้ทั้งวัน แต่เราไม่ได้เปลี่ยน (ไม่มีเพื่อนใส่อ่ะ เขิลเป็นเหมือนกันนะ) มีเด็กๆ แต่งตัวเป็นนินจาหลากหลายสีกันเยอะแยะเลย น่ารักมากๆ เลยไปขอถ่ายรูปลูกชาวบ้านมาด้วย เค้าก็ให้ถ่าย

เด็กๆ แต่งตัวกันน่ารักมาก เจอนินจาน้อย น่ารักแทบกรี๊ด (≧▽≦)
ช่วงที่เราไปเป็นช่วง Ninja Festival พอดี เดินไปไหนก็จะมีแต่ป้ายเด็กอ้วนใส่ชุดนินจาสีเหลือง น่ารักมากๆ นินจาเมืองนี้ เป็นนินจาสายอิกะ (ชื่อก็บอก) ซึ่งเป็นสายเดียวกันกับนินจาฮาโตริที่เราๆ รู้จักกันนั่นเอง การท่องเที่ยวเมืองนี้จะดีมาก เดินไปไหนก็จะเห็นแผนที่ เดินหลงก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว

บางร้านยังไม่เปิดขายเลย ที่นี่เค้าเปิดร้านกันช๊าช้า~~

เห็นร้านเรียงรายหน้าปราสาท ก็คิดว่านั่งกินอะไรรองท้องก่อนดีกว่า เราอ่ะชอบมากเลย พวกของกินตามงานวัด หรืออาหารพื้นที่อ่ะ เห็นฮ็อตด็อกชิ้นเบ่อเร้ออันละสามร้อยเย็นก็ซื้อมากิน จริงๆ มันก็ไม่ได้อร่อยอ่ะนะ แต่ก็กินหมดแหละ แล้วก็กินไทยากิกันคนละตัว (ซึ่งก็ไม่ค่อยอร่อยอีกเหมือนกัน คิดถึงไทยากิที่ฮิเมจิอ่ะ..)
ตอนที่นั่งกินใกล้ๆ ปราสาท จะมองเห็นสนามเบสบอลของโรงเรียนม.ปลายของที่นี่ด้วย (เมืองนี้จะมีโรงเรียนประถมกับโรงเรียนม.ปลาย ส่วนโรงเรียนม.ต้นคงอยู่อีกเมืองใกล้ๆ กัน) เค้ากำลังซ้อมพอดี นั่งยองๆ กระโดดพร้อมกัน แล้วก็วิ่งๆๆ ข้างหลังเรามีศาลาใกล้ๆ ก็จะมีเด็กม.ปลายกลุ่มนึงนั่งสรวลเสเฮฮากันอยู่ แต่มองมากไม่ได้ รู้กันหมดพอดี อิอิ

ปราสาท Iga Ueno ที่มีชื่อเสียง (แต่หลังๆ ชักมองไปก็เหมือนกันไปหมดละ)
ต้องเข้าไปเดินข้างในถึงจะเห็นว่าแตกต่าง
กินเสร็จก็เข้าไปเที่ยวในปราสาท ข้าวของข้างในก็จะเป็นเครื่องใช้ของโชกุนในสมัยต่างๆ มีประวัติศาสตร์ของเมือง เจ้าเมืองเมืองนี้จะเลี้ยงนินจาไว้มากมาย มีบ้านไว้เก็บ เอ้ย ไว้ฝึกนินจา ทั้งๆ ที่ปราสาทก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย มีแค่สามชั้น (ถ้าเทียบกับปราสาทอื่นๆ ที่เห็นมา) แต่ทำไมเหมือนมีระบบป้องกันดีจัง กำแพงปราสาทที่นี่เป็นกำแพงที่สูงที่สุดในบรรดากำแพงปราสาททั้งหมด
ออกจากปราสาทเราก็ไปดูบ้านนินจา เค้าจะโชว์ว่าบ้านเจ้าเมืองเมื่อก่อน เอานินจาไปซุกซ่อนไว้ไหนบ้าง ทางเข้าออก ทางหลบหนี บรรไดลับ เต็มบ้านไปหมด บางอันเค้าก็จะให้เราลองเล่นดูด้วย (เช่น แอบอยู่หลังผนัง) แต่เค้าจะบรรยายแต่ภาษาญี่ปุ่นนะ ไม่มีเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

ตามร่องตามหลืบก็จะซ่อนอาวุธไว้

ตามหลังคาหรือฝาบ้านก็มีช่องให้นินจาเข้าไปซ่อนได้
เค้าจะแสดงวิธีขึ้น-ลงให้ดูด้วย (แต่ที่เห็นในรูปอ่ะ หุ่นนะ)
ตามระหว่างชั้น หรือหลังกำแพงก็จะเป็นที่ซ่อนไว้แอบฟังหรือแอบดูแขกผู้มาเยือนได้ บางทีนินจาอาจจะต้องซ่อนอยู่อย่างงั้นเป็นสิบๆ ชั่วโมงหรือเป็นวันๆ เลย ออกมาจากบ้านนินจา เราก็เข้าพิพิธภัณฑ์นินจาที่อยู่ใกล้ๆ กันต่อ มันไม่ใหญ่เท่าไหร่นัก เดินแป๊บเดียวก็ทั่ว
ของฝากที่หาซื้อได้ทั่วไปของเมืองนี้ก็จะเป็นพวก ข้าวเกรียบนินจา (นินจาแอบเหน็บเก็บไว้กินยามจำเป็น) แล้วก็พวกเครื่องปั้นดินเผา ที่เค้าว่ากันว่ามีคุณภาพดีมาก ถ้วยชาเบี้ยวๆ ใบนึงก็หลายพันเยน ∑( ̄□ ̄;) พวกตาไม่ถึงอย่างเราดูไม่เป็นหรอก..

ที่เอาไว้เดินบนน้ำอ่ะ ยืนบนแผ่นสี่เหลี่ยมแล้วก็เดินเหมือนรองเท้า

ข้าวสารแต่ละสีมีความหมาย ถ้าเอาต่างสีมาปนกัน ก็จะอีกความหมายนึง
หนึ่งในแพลนที่เราวางไว้ให้ตรงกับวันนี้คือ การมาดูนินจาโชว์ ซึ่งเราได้เช็ควันเวลาที่แสดงมาเรียบร้อยแล้ว ถ้าไม่ได้ดูจะกรี๊ดดดด
ตอนที่ไปถึงแถวนั้นก็บ่ายสองกว่าๆ ต้องนั่งรออีกเกือบสี่สิบนาที รอบสุดท้ายก็คือ รอบบ่ายสามโมง..

ประตูทางเข้าชมการแสดงนินจา
นั่งรอไปก็แอบดูลูกชาวบ้านไป บางครอบครัวจะแต่งนินจากันทั้งบ้าน น่ารักจริงๆ เจอคนญี่ปุ่นเดินมา สงสัยได้ยินเราพูดไทยกับเพื่อน หันหน้ามายิ้มให้ โค้งหัวแล้วบอกว่า "สวัสดีค่ะ" เราก็ยิ้มให้แล้วโค้งหัวตอบ แล้วก็ถามกลับไปภาษาญี่ปุ่น "คนไทยเหรอคะ?" (ไม่รู้ว่าถามไปทำไมเหมือนกัน รู้อยู่แล้วว่าเป็นคนญี่ปุ่น แล้วยังถามเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกกรู..) เค้าก็บอก "เปล่าค่ะ" แค่นั้นแหละ.. จบข่าว.. ![]()
ในที่สุดก็ใกล้เวลาบ่ายสาม นักแสดงคนนึงก็ออกมาเปิดประตู เก็บเงินค่าดูโชว์เพิ่มคนละสองร้อยเยน (ถูกจัง ถูกกว่าไอ้ไส้กรอกไม่หร่อยนั่นอีก
) แล้วเราก็เข้าไปนั่งรอ สักพักคนก็เต็ม นักแสดงก็เริ่มแสดง เราซึ่งคาดว่า คงถ่ายรูปไม่ทันเป็นแน่ ก็เลยเปลี่ยนเป็นอัดวีดีโอแทน

จริงๆ ถ่ายวีดีโอไว้ด้วย แต่ยาวมากๆ จะอัพโหลดให้ใหญ่ไป ตั้งหลายเม็กแหนะ
นักแสดงโดยหลักจะมีอยู่สามคน คือคุณ Hanzo, Masanosuke และ Tomonosuke เป็นทีมชื่อว่า Ashura เค้าแสดงขำอ่ะ (ให้เด็กดูด้วยแหละ) มีแสดงการใช้ดาบ ใช้เคียว ใช้ดาวกระจาย ตัดฉับๆๆๆ แล้วก็สู้เป็นคู่ ตอนแรกหวังว่าจะได้ดูประมาณวิชาตัวเบา วิชาล่องหนอะไรงี้เหมือนกัน แต่ไม่มีอ่ะ (คงจะทำไม่ได้มั๊ง) แต่ทีมนี้เป็นทีมที่ไปออกแสดงตามที่ต่างๆ ด้วย บางทีค่ายหนังก็มาติดต่อไปแสดง ไปออกโชว์ให้ NHK อะไรประมาณนี้
แสดงเสร็จก็ให้คนดูลองขว้างชูริเคน (ดาวกระจาย) โดยเสียค่าขว้างคนละสองร้อยเยน เราก็เลยลอง ขว้างห้าอัน โดนแผ่นวางเป้าอันเดียว (ซึ่งก็ไม่ไดนเป้าอยู่ดี) ยากแฮะ..
สงสัยจะไม่รุ่งทางนินจา..
รอบๆ สวน Ueno นี้ก็มีสถานที่น่าสนใจอีกสองสามที่ เราเดินไปได้สักพักก็ออกจากสวน ไป Danjirin Museum ดีกว่า ในนั้นจะเก็บอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งประวัติของเทศกาล 上野天神秋祭 (Ueno Tenjin Matsuri) ซึ่งเป็นเทศกาลชื่อดังประจำปีของเมืองนี้

รถที่ใช้แห่ ของจริงใหญ่มากเลยนะ ใช้กี่คนแบกฟระเนี่ย
เทศกาลนี้จะจัดขึ้นประมาณวันที่ 23-25 ตุลาคม อยากเห็นเหมือนกันนะ (เป็นพวกชอบงานเทศกาลกับงานวัด) แต่คงไม่มีโอกาสได้มาอีกกระมัง.. มั๊งง..
เดินออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินไปเรื่อยเปื่อยแล้ว เมืองนี้ดีจริงๆ สถานที่น่าสนใจส่วนใหญ่อยู่ในละแวกเดียวกัน มีวัดอีกมากมายอยู่รอบนอกเมือง แต่เราไม่ไปหรอก เก็บแรงไว้เดินต่อพรุ่งนี้ดีกว่า แต่ก่อนกลับก็เดินแถวๆ นั้นแหละ มีวัดอยู่สองสามแห่งให้ไปเยี่ยมชม ต้องแวะกราบไหว้ซะหน่อย..

วัดแห่งหนึ่งมีรูปปั้นวัวเต็มไปหมด

นี่คือร้านน้ำชาแหละ ข้างในจะมีทายาทหนุ่มตระกูลชงชาอันเก่าแก่หรือไม่?!?! (≧▽≦)
คิดไปเรื่อย.. คนเรา 
เมืองนี้เป็นเมืองที่สนับสนุนการท่องเที่ยวสุดๆ ไม่แค่เดินไปไหนก็มีแผนที่ แต่ตามร้านต่างๆ จะมีหุ่นนินจาติดห้อยบนหลังคา ร้านขายเครื่องนอนก็มีนินจานอนอยู่บนเตียง ร้านอาหารก็มีนินจาแอบอยู่ข้างประตู ปั้มน้ำมัน Shell ยังมีนินจาไต่เชือกอยู่ข้างป้าย

นินจามาทำอะไรแถวปั้มน้ำมัน ∑( ̄□ ̄;)
ก่อนกลับเพื่อนแวะซื้อขนมที่ร้านขายของฝากแถววัด ได้ชิมวุ้นถั่วแดงเข้าไปหนึ่งคำ ถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ
ท.. ทำไมมันอร่อยอย่างงี้ มันแค่วุ้นไม่ใช่เหรอ อร่อยมากกกก แต่จะซื้อกลับก็.. ถ้าไม่ทนไม่ไหวกินหมดก่อน มันก็คงเสียก่อนได้เอากลับบ้านอ่ะนะ
กลับถึงห้องห้าโมงครึ่งกว่าๆ รอไปสักพักก็ชวนเพื่อนไปทานอาหารเย็นดีกว่า พรุ่งนี้ต้องแบกเป้เที่ยว ต้องเอาแรงไว้ก่อน นอนเร็วๆ จะได้รีบตื่น วันนี้ยังไงก็ต้องกินเนื้อที่มีชื่อให้ได้ ที่ Iga Ueno ก็มีเนื้อที่มีชื่อของตัวเองเหมือนกัน อยากกินเนื้อในร้านแบบญี่ปุ๊นนญี่ปุ่นที่ดูมีชื่อเสียงอ่ะ (อ่านไม่ค่อยออกแล้วยังเลือกมากอีกกรู~~) แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่เห็นเข้าสเป็ค (เดินผิดโซนป่าววว) ในที่สุดก็ต้องตายรัง ห้องอาหารของโรงแรม..
เห็นโฆษณาหน้าร้านตั้งแต่มาแล้วแหละ แต่เก็บไว้เป็น Plan B ไม่คิดว่าจะได้เลือก (ー_ー;) เมนูที่แอบเล็งไว้ก็คือ ไม่เซ็ตสุกี้ ก็คงเป็นชาบูชาบู เมื่อตัดสินใจกลับมาตายรัง แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม เดินเข้าร้านไปเลย เด็กๆ มัธยม(ต้น)อีกแล้วครับท่าน สงสัยมาแข่งกีฬากระชับมิตร นั่งกินสุกี้หม้อส่วนตัวกันอยู่เป็นแถว หันมามองของแปลกอีกแล้ว.. 
ร้านนี้อาจจะดังกว่าที่คิด มีคนเข้าร้านเยอะมาก เข้ามาไม่ขาดสายเลย เพื่อนเราทานเนื้อไม่ได้ เราก็เลยต้องโซโล่คนเดียว สั่งชุดชาบูไป (เห็นเด็กๆ กินชุดสุกี้แล้ว สงสัยเราจะไม่อิ่ม..) ราคาสามพันกว่าเยน แล้วก็สั่งสาเกที่มีชื่อเสียง (พนักงานโฆษณาว่างั้น) มาแก้วนึง

เนื้ออิกะที่มีชื่อเสียง มาในจานพร้อมลงหม้อชาบูชาบู
พนักงานยกจานเนื้อออกมา พร้อมอธิบายส่วนประกอบนั่นนี่ เนื้อมันก็ชิ้นใหญ่นะ แล่บางๆ มีจานเล็กจานน้อยอีกนิดหน่อย เรากินข้าวไปซะเยอะ หมดหนึ่งจานก็อิ่มแล้ว พนักงานเดินแว๊บมาดูเป็นระยะๆ พอเนื้อหมด เค้าก็ยกจานไป ไม่นานก็กลับมาใหม่อีกจาน
หือออ.. ไม่บอกอ่ะว่ามีสองจาน จะได้ไม่กินข้าว หรือกินน้อยกว่านี้ นี่กินไปซะเต็มสตรีมเลย เนื้อเนี่ยมันก็โอเคนะ แต่เราว่ามันไม่ค่อยมีกลิ่นเนื้อเลยอ่ะ เนื้อที่เค้าเอามาเสิร์ฟมันสดมากจนกินดิบๆ ได้เลย (เหมือนกินซาชิมิแหละ) เราก็เลยลอง มัน.. จืดๆ อ่ะ กินจานที่สองไปได้เกือบหมด เหลือสองชิ้น แทบกระอักเนื้อออกมา พนักงานก็เดินมาอีก "รับเพิ่มมั้ยคะ?"
เจี๊ยกกก~~ เป็นบุฟเฟต์ก็ไม่บอก (เค้าคงบอกแหละ แกอ่านไม่ออกเอง - ก็มันไม่ได้ทับศัพท์อ่ะ) เสียดายที่สุด!!! รู้งี้ไม่กินข้าวก็ดีหรอกกกกก
ธ่ออออ~~~
เมื่ออิ่มแทบนั่งไม่ได้ก็จ่ายเงินและกลับห้องไป พรุ่งนี้ต้องไปหมู่บ้านนินจาสายโคงะ
ก่อนต่อไปค้างคืนที่ Hikone เพื่อไปชมทะเลสาป Biwa นอนค่ะ นอนนนน~~
เปิดอ่านบล็อก
ทริปไปญี่ปุ่นอันต่อไปของเราก็คงไปตะลุยเกาะฮ็อกไกโดแหละค่ะ
แล้วตั้งใจจะกลับมาโตเกียว เพราะเพื่อนคนญี่ปุ่นคนนึงบอกว่าจะพาเข้าร้านในชินจูกุเขต 2!!!!
คนนี้คนแรกค่ะ จริงๆไม่ได้เป็นพวกชอบดารานักร้องอะไรมากมาย แค่พอรู้ว่าหน้าตาเป็นงี้ๆ แต่ไม่ถึงขนาดกรี๊ดกร๊าด เดอะคิงฯเป็นเรื่องแรกที่ดูแล้วรู้สึกโดนใจยังไงไม่รู้...อย่างที่พี่ว่าไว้ล่ะค่ะ มิน่าทำไมกระแสเกรียวกราวนัก อ้อ..มันเป็นแบบนี้นี่เอง
ค่าส่งธรรมดาบวกค่าประกันเรียกว่า.. EMS ถูกกว่าค่ะ
โฆษณาที่เที่ยวว้อย ไม่ได้บังคับ แง่งๆๆ
ไว้ตกลงกันอีกทีแล้วจะโทรไปหานะคะ