Japan 2007 :: Kansai :: Day 4 (of 15) - Himeji
27 March 2007
วันนี้รีบตื่นแต่เช้าเพื่อเดินทางไปฮิเมจิ ตั้งใจจะอยู่ที่ฮิเมจิจนถึง 10-11 โมง จะได้รีบไปโกเบต่อ วันนี้อากาศอึมครึมมาก พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้เมฆจะมากและจะมีฝนตกตอนบ่าย คิดแล้วเศร้า ถ่ายรูปไม่สวยแน่เลย (ปกติก็ใช่ว่าจะถ่ายดี (ー_ー;)เฮ้ออ)

ทางเดินไปปราสาท

ทางเข้าปราสาท
สถานีฮิเมจิไม่ค่อยหรูหรามากนัก แต่ก็ค่อนข้างอำนวยต่อนักท่องเที่ยว จะไปปราสาทฮิเมจิก็เดินตรงดิ่งไปได้เลย เราเดินไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน (จริงๆ ต้องรีบไม่ใช่เรอะ เดี๋ยวไปโกเบไม่ทันหรอก แพลนยิ่งเยอะๆ อยู่ด้วยวันนี้) ถนนหนทางเค้าทำสวยดีนะ คงเฉพาะโซนที่นักท่องเที่ยวจะไปเยอะๆ แหละนะ เดินไปได้ซักเกือบยี่สิบนาที ก็มองเห็นปราสาท นักท่องเที่ยวเริ่มมากันแล้ว ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่นกันเอง
เปิดอ่านบล็อก

เมฆเยอะหลายเน้~
ปราสาทฮิเมจิเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการถ่ายทำหนังเรื่อง The Last Samurai ทั้งยังเป็นมรดกโลก (โดยองค์กร Unesco) เป็นปราสาทที่สมบูรณ์และงามมากๆ สวนใหญ่มาก มีกำแพง อ้อมปราสาท มีป้อมตามจุดต่างๆ เต็มไปหมด น่าเสียดายอยู่อย่างเดียว.. ซากุระที่นี่ยังไม่บาน (≧_≦) เทศกาลซากุระของเมืองนี้จะเริ่มวันที่ 7 เมษายน (แหม.. จะกลับพอดีเลยนะ) ถ้ามาตอนซากุระบานแล้ว มันจะสวยสุดๆ เลย

เรายืนเอียงหรือเพื่อนถ่ายเอียงฟร่ะ??

ซากุระเริ่มบานนิดหน่อย เห็นก็รีบรี่เข้าไปถ่ายรูป
ค่าเข้าดูปราสาท 600 yen ก่อนเข้าตัวปราสาท เราจะต้องถอดรองเท้าของเราและสวมรองเท้าแตะที่เค้าเตรียมไว้ให้ (หรือจะเดินเท้าเปล่าก็ได้) ปราสาทมีหลายชั้น แต่ละชั้นก็แคบลงๆ ไปเรื่อยๆ บันไดที่ต้องเดินขึ้นแต่ละขั้นก็เล็กมากๆ แล้วยังชันนนนน ขนาดที่ว่า แค่เห็นก็เข่าอ่อนแล้ว (นี่ยังไม่ทันได้เดินลงเลยนะ) ลองคิดดูว่าสมัยก่อน พวกผู้หญิงต้องสวมกิโมโนเป็นสิบชั้นลากพื้นแล้วก็เดินขึ้นบันไดพวกนี้ หูยยย~ แน่มาก..

แทนน็อตในสมัยนั้น

อ้อ มีทัวร์ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นมาด้วยล่ะ สวมชุดสีขาวทั้งทัวร์ อายุก็รุ่นประมาณ 50-60 อ่ะ ขั้นบันไดเล็กๆ แต่เค้าก็สู้ตาย เดินเก๊งเก่ง ตอนแรกเราเคยคิดอยากพาที่บ้านมาบ้าง แต่ไม่แน่ใจว่าแม่เราจะเดินได้ป่าว นอกจากต้องเดินเยอะแล้ว ยังต้องขึ้นบันไดสุดชันอีก แต่ถ้าแม่เราเห็นคุณตาคุณยายกรุ๊ปนี้แล้ว จะฮึดขึ้นมาบ้างไหมนะ ฮิฮิ (เคยไปซาฟารีทะเลทรายที่ดูไบกับที่บ้าน ก็ยุจนพ่อกับแม่ยอมขึ้นด้วย สู้ๆ!!)

โมเดลโครงของปราสาท เป็นปราสาทที่ใช้ไม้ขัดกันไปมา ไม่ใช้ตะปูซักดอก (สมัยนั้นมีไหมเนี่ย) ก็ใช้น็อตไม้แทนไง

ซากุระอีกพันธุ์ เห็นก็กรี๊ดรีบถ่ายทันที
ข้าวของภายในก็จะเป็นพวกข้าวของเครื่องใช้ในสมัยนั้น แต่จะไม่อลังการเหมือนที่ปราสาทโอซาก้า ส่วนใหญ่ก็ขึ้นมาดูปราสาทจริงๆ ดูโครง ดูห้อง แล้วก็จินตนาการไปเรื่อย เดินไปเกือบชั่วโมงเหมือนกัน ขาลงแค่มองบันไดก็อยากจะเป็นลม แถมพื้นไม้นั่นก็ลื่นๆ ด้วยนะ เกิดลื่นพรื่ดลงไปล่ะก็.. ∑( ̄□ ̄;)

เมื่อออกมาจากปราสาทฝนก็เริ่มลงเม็ด อากาศก็เย็นทีเดียว ออกมาก็ว่าจะหาอะไรกินก่อนไปโกเบ เราอ่ะอยากกินโซบะ แต่เดินหาร้านกินไม่ได้ซักที ทั้งยังเจอย่านช็อปปิ้งของเค้าอีก ยิ่งเดินเอ้อละเหยกันใหญ่ เดินไปเจอร้านไทยากิที่คนต่อคิวซื้อ ป้ายร้านสวยๆ ดูอลังการมาก เอ๊ะ.. ขายไทยากิต้องขนาดนี้เลยเหรอ สงสัยต้องเป็นร้านดังแน่ๆ (เป็นพวกบ้าของที่มีชื่อเสียง) ก็เลยแวะซื้อกันลองหน่อย ซื้อมาสามตัว ตัวละ 80 เยน (ถูกนะเนี่ย เคยซื้อตามรถเข็น รสชาติงั้นๆ ตัวละตั้งร้อยเยนแหนะ ถั่วแดงแค่หยิบมือ) จะบอกว่า อร่อยมากกกกก แป้งมันจะเป็นแป้งกรอบๆ หน่อย ถั่วแดงงี้ทะลักออกมาเลย ไม่หวานมากด้วย ยิ่งกินร้อนๆ นะ โฮกกกกกกก~~
เดินไปเดินมานานมาก (หลงทางด้วย อิอิ เดินซอกซอนไปหน่อย) พอเดินกลับมาถึงสถานีรถไฟก็เกือบเที่ยงแล้ว จริงๆ เราต้องออกจากฮิเมจิไปถึงโกเบก่อน 11.00 นะเนี่ย คุยกับเพื่อนว่า เอาไงดี อยากไปเดินฮิเมจิอีกหน่อยอ่ะ เมืองนี้น่าเที่ยวมาก ไม่แค่ปราสาท แต่มีสถานที่สำคัญๆ หลายที่ที่น่าไป เลยตกลงกันว่า วันนี้จะอยู่ฮิเมจิทั้งวันละกัน ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปโกเบ Rokko และ Arima Onsen ไม่อยากเที่ยวโกเบกับ Arima Onsen รีบๆ เหมือนกัน (กะจะแช่ออนเซ็นให้สบายๆ ง่ะ แต่ก็ไม่อยากกลับค่ำเกินไป)

ตกลงกันแล้วก็หาที่กินข้าว ก็เอาร้านในสถานีอ่ะแหละ (เจ็บใจตอนเจอร้านซูชิสไตล์โอซาก้~ หรือว่าจะเป็นโซบะที่มีชื่อเสียง?? มันเยอะมากเลยกินไม่หมด รสชาติก็โอเคนะ แต่ไม่ถึงกับอร่อยน้ำตาไหล

สถานที่ที่เราเล็งไว้ว่าจะไปคือ 書写山・円教寺 (Shoshazan Engyoji) โดยที่ไม่รู้หรอกว่ามันมีความสำคัญยังไง เห็นในโบรชัวร์มันสวยดี (⌒ミ⌒) เราต้องนั่งรสบัสไปต่อ Ropeway เพื่อไปถึงภูเขา Shosha ตอนไปขึ้นรถบัสก็เสร่อขึ้นผิดที่อีก มาขึ้นที่ป้ายแต่จริงๆ มันเป็นสุดสาย เราต้องเดินไปขึ้นที่สถานีเลย (ใครจะไปรู้ฟระ) เจ้าหน้าที่เค้าก็ใจดี พาไปแปะไว้ที่สถานีแล้วบอกว่า อีกยี่สิบนาทีรถถึงจะออก แหะๆ ก็เลยได้ไปกับเค้า

พอรถมาก็รีบขึ้น นั่งๆ ไปคนก็น้อยลงๆ เรื่อยๆ แต่ยังมีคุณยายคนนึงที่ยังไม่ยอมลง ก็เข้าข้างตัวเองอีกว่า เอ๊~ หรือจะไปวัดเดียวกันกับเรา จนป้ายสุดท้ายคือ 書写ロープウェイ (Shosha Ropeway) ที่ที่เราต้องลง คุณยายก็ลงด้วยแล้วก็เดินไปไหนไม่รู้ (ー_ー;) ต้องไปต่อเองอีกแล้ว ฝนก็เริ่มลงเม็ด เมฆหมอกก็ยิ่งหนาตาขึ้นเรื่อยๆ แต่ดิชั้นไม่ยั่นค่ะ ไหนๆ ก็มาแล้ว รีบเดินไปซื้อตั๋วแล้วขึ้น Ropeway ทันที เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงเค้าจะปิดแล้ว ขึ้นไปไม่รู้จะใช้เวลาเดินนานแค่ไหนด้วย

พอขึ้นไปสุด Ropeway ก็ยิ่งงงใหญ่ ∑( ̄□ ̄;) ว.. วัดไปไหน.. ต้องเดินต่อเหรอเนี่ย (ยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง) ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณสี่โมงครึ่งแล้ว เวลาเคเบิ้ลคันสุดท้ายขาออกจาก Ropeway สถานีต้นทางคือหกโมงเย็น ก็กะว่าจะเดินนิดหน่อยแล้วก็มาให้ทันหกโมงเย็น มองไปก็เห็นรถบัสจะแล่นเข้าไป เอ๊ะ เราต้องขึ้นรถบัสไปต่อหรือเปล่า เจ้าหน้าที่บอก อ๋อ ไม่ใช่ ให้เราเดินไปตามทางเลย สงสัยรถนั่นคงสำหรับกรุ๊ปทัวร์มั๊ง แหม.. ขอไปด้วยไม่ได้เหรอ~

เดินไปฝนก็ตกปรอยๆ และทำท่าว่าคงจะไม่หยุดเป็นแน่ จะถ่ายรูปก็ต้องระวังสุดๆ พอซื้อบัตรผ่านประตู 300 เยนแล้วก็เดินหาวัดขึ้นไปตามทางเรื่อยๆ ตามทางเดินจะมีรูปปั้นพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ มากมายทั้งซ้ายขวา เราก็เดินถ่ายรูปไป คุยกันว่า คงเหมือนวัดเมย์จิแหละ เดินเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอ เดินไปได้ยี่สิบนาที ก็เริ่มคุยกันน้อยลง (ー_ー;) อากาศก็หนาวมาก เพราะเป็นป่าบนภูเขา (ป่าจริงๆ นะ) ท้องฟ้าก็มืดลงๆ เรื่อยๆ เอ๊ะ.. ทำไมไม่เจอวัดซักทีฟร่ะ แต่จะให้หยุดก็.. เสียดายอ่ะ ไหนๆ ก็มาแล้ว สู้ตาย!!


ถ่ายรูปไปด้วยตามทางเดินอันหนาวเหน็บ


ทางเดินอันไม่มีที่สิ้นสุด.. (≧_≦)
เดิน เดิน เดิน (แต่ยังมีอารมณ์ถ่ายรูปพระโพธิสัตว์ทุกองค์นะ) จนในที่สุดเจอประตู เย้ ประตูวัดหรือเปล่านะ.. คำตอบคือ ป่าว ต้องเดินต่ออีกตามแผนที่ จนกระทั่ง!! นั่นไง เหมือนในโบรชัวร์เลย!!! (≧▽≦) อุ โอ้ววว.. ไม่งามก็ต้องงามแล้ว.. เดินขึ้นไปไหว้พระท่านแล้วก็รีบลงมา กลัวกลับไม่ทัน จะหกโมงเย็นแล้ว ทำไงดีอ่ะ ไม่เห็นมีคนเลย โดนทิ้งไว้บนเขาแน่กรู~ (≧_≦)



พอทำท่าว่าจะกลับ ก็เจอผู้ชายคนนึงจำได้ว่านั่ง Ropeway เที่ยวเดียวกันกับเรามา เค้าบอกว่า เดินไปทางนั้นสิ ที่นั่นมี... (ฟังไม่ออก แต่เดาเอาว่าคงจะมีชื่อเสียง) ก็ขอบคุณแล้วก็ตัดสินใจเดินไป เพราะเห็นว่า เค้าก็คงลงคันสุดท้ายเหมือนกันแหละ (เกิดเราไปไม่ทัน เค้าจะบอกมั้ยนะ ว่านังสองคนนี้ยังมาไม่ถึง ยังคุยกันเล่นๆ เลยว่า ผู้ชายคนนั้นหลอกให้เราไปป่าววะ มันจะได้ไปไม่ทันรถเที่ยวสุดท้าย - คิดชั่วอีกแหนะกรู) สงสัยคันสุดท้ายน่าจะซักหกครึ่งแหละมั๊ง ก็เดินต่ออีกประมาณสิบกว่านาที ไปเจอ 三つの堂 หรือ Three Temple เป็นโลเกชั่นถ่ายทำหนัง The Last Samurai โอ้ววว.. สถานที่ที่มีชื่อเสียง (แต่อารมณ์นั้นไม่ค่อยซาบซึ้งเท่าไหร่แล้ว เพราะฝนตกและห่วงกลับ) ถ่ายรูปไปนิดหน่อย ก็รีบเผ่น เจี๊ยกกกก~


พอเดินกลับมาถึงที่เก่า ก็ไม่เจอผู้ชายคนนั้นแล้ว และนี่ก็หกโมงกว่าๆ แล้ว เรากับเพื่อนเลย เอาฟะ.. วิ่งกลับทางเก่า (ทางป่าๆ) คิดดูละกัน ทางเป็นเนินขึ้นลงๆ อ่ะ ด้วยความกลัวถูกทิ้ง วิ่งกันลืมเหนื่อยเลย (ถ้ากลิ้งลงเขาได้คงกลิ้งแล้ว - แต่กลัวตกเขาว่ะ ทางเดินมันไม่มีไม้กั้นซะด้วย) พอมาถึงจุดขึ้นลง Ropeway ก็หกโมงครึ่งพอดี๊พอดี เห็นผู้ชายคนนั้นนั่งรออยู่ในห้องรอผู้โดยสาร (หมายถึงเค้านั่งรอเคเบิ้ลเที่ยวสุดท้ายออก) เฮ้อออ~ นึกว่าจะต้องค้างคืนในป่าซะแล้วตรู~
Click ภาพเพื่อดูภาพขยายจ้า
จริงๆ Shoshazan นี่มีที่น่าเที่ยวเยอะมาก ดูจากแผนที่แล้ว มีที่ให้ดูอีกเยอะมาก แต่เวลามันไม่ได้จริงๆ ถ้าเกิดคราวหน้าได้มาฮิเมจิ จะต้องให้เวลากับภูเขานี้ไปครึ่งวันเป็นอย่างน้อยเลย ถ้าใครมาฮิเมจิ เราแนะนำที่นี่เลยนะ สามร้อยเยนเดินจนเหนื่อยเลย คุ้มสุดๆ ( ̄~ ̄)~♪
เปิดอ่านบล็อก
edit @ 2007/04/21 20:50:57

กรี๊ดดด ดีใจตีลังกาไปสามตะหลบ
งามหลายค่ะ