Japan 2007 :: Kansai :: Day 3 (of 15) - Osaka
26 March 2007

เริ่มวันมาด้วยท้องฟ้าสดใส(กว่าเมื่อวาน) วันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าท้องฟ้ามีเมฆแต่ยังมีแดดดี เป็นโอกาสดีที่จะไปปราสาทโอซาก้าเสียที เพราะจะถ่ายภาพปราสาท มันควรจะแดดดีๆ หน่อย ไม่งั้นไม่เห็นความงามของลวดลายเท่าไหร่ ออกเดินทางประมาณเกือบเก้าโมง เจอกองทัพ salary man เดินกันขวักไขว่ มองไปก็จะเห็นแต่สีดำสีครีมสีน้ำตาล ไม่มีมากไปกว่านี้ (ー_ー;)
เปิดอ่านบล็อก

แหม.. วันนี้แดดดีจริงๆ สังเกตได้ว่า สวมเสื้อแขนยาวกับผ้าพันคอแค่ผืนเดียว แต่ต่อๆ ไปอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราสวมไอ้เสื้อสีชมพูลายทางนี่บ่อยจังฟระ.. เรื่องของเรื่องคือ เอาเสื้อแขนยาวไปเพียงสองตัว คือตัวนี้ กับเสื้อคอเต่าสีฟ้าสดใสอีกตัวนึง แล้วนอกจากโอซาก้าแล้ว มันหนาวและลมแรงทุกที่ (≧_≦) ทำให้ต้องงัดไอ้ตัวนี้ออกมาใส่บ่อยมากๆ แหะๆ

ซากุระที่เริ่มบานทีละน้อยๆ ตอนนี้ยังเห่ออยู่ ออกนิดออกหน่อยก็รีบถ่าย อิอิ

เด็กๆ ไปทัศนศึกษากัน นั่งอยู่รวมๆ กันแล้วน่ารักดี
เสียแต่อาจารย์น่าจะเป็นผู้ชาย 

ปราสาทแปดชั้น ข้างในก็จะเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์เก็บข้าวของโบราณ เช่นพวกชุดเกราะ อาวุธแบบต่างๆ เสื้อผ้าอาภรณ์ และมีวีดีโอเล่าถึงประวัติศาสตร์สมัยฮิเดโยชิ โตโยโตมิ (แต่เราไม่ได้ดูหรืออ่านประวัติศาสตร์พวกนี้หรอก เดินดูพวกชุดเกราะ เครื่องเขียน อาวุธ ต่างๆ แล้วก็จิ้นไปเรื่อย - บาปมั้ยเนี่ย
)

อากาศวันนี้ดีมากๆ แต่ถ่ายรูปไปได้ซักพักก็หมดที่ถ่ายแล้วอ่ะ พวกสวนแถวนั้นมีต้นซากุระเยอะ แต่มันยังไม่บานนี่สิ ถ่ายไปก็จะเห็นแต่กิ่งก้าน เลยถ่ายแต่คนกับปราสาท ได้สักพักก็ตัดสินใจเดินทางไปต่อกันดีกว่า
แพลนต่อไปในวันนี้ของเราคือ ไป Universal Studio ก็นั่งรถไฟย้อนกลับทางเดิมแล้วต่อไปอีกหน่อย ก็ถึงสถานี Universal City เรียกว่าไปได้ไม่ยากเลย ขนาดรถไฟมันก็ยังเป็นลาย Universal Studio ถึงสถานี เดินออกมาปุ๊บก็ถึงเลย ค่าเข้าหนึ่งวันก็คนละ 5,800 เยน (ประมาณ 1,740 บาท) ยังไงก็ต้องเที่ยวให้คุ้มแหละ

ใครมาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องถ่ายรูปกับไอ้ลูกโลกใบนี้แหละนะ

เดินเข้าไปจะมีหลายโซน ตึกรามบ้านช่องในนั้นจะเป็นอเมริกันสมัยซักปี 80's - 90's ไม่ก็เป็นเทพนิยายไปเลย เข้าไปแล้วจะรู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในญี่ปุ่น (ยกเว้นว่า ถ้ามองไปรอบตัว เห็นการแต่งตัวของคนแถวนั้น.. ก็ญี่ปุ่นอยู่ดีแหละฟร่ะ) อากาศแถวนี้หนาวอ่ะ ถ้าเดินไปที่โล่งๆ ล่ะก็ ขนลุกซู่ๆ เลยล่ะ

ทนต่อแถวเข้าไปดู ET ไม่ไหว คนเยอะมาก ต้องถอยทัพออกไป

เข้าไปในโซน Terminator อันนี้ก็ไม่ได้ต่อแถวดู 3D Movie อีก
เก็บเวลาไปต่อแถวคิวอื่นดีกว่า

ไม่ได้ตั้งใจถ่ายเป้า Spider Man นะ อิอิ
เมื่อเข้ามาในนี้แล้ว ยังไงก็ต้องได้ดูการแสดงของบางโซนแหละ ไม่งั้นเสียเงินไปไม่คุ้มง่ะ แต่งานนี้ต้องทำใจเลยอ่ะ คนเยอะทุกโซน ต้องคิดเอาไว้ว่าจะยอมเสียเวลากันโซนไหนบ้าง พวกต่อแถวดูหนัง เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ ชอบดูการแสดงสดมากกว่า เดินๆ ไป พอผ่านโซน Spider Man ไปก็เจอที่ว่างที่เค้ากำลังเตรียมจะมีการแสดงอยู่ แสดงอะไรไม่รู้ล่ะ ขอยืนจับจองก่อนละกัน
มองๆ ไปก็พอเดาได้ว่า น่าจะแสดงเหมือนพวกกังฟูหรือศิลปะจีนๆ อะไรประมาณนี้ รอไปได้ซักเกือบสิบกว่านาที ก็มีชายหนุ่มสี่คนออกมาโบกสบัดธง ดูไปแล้วเหมือนพวกลัทธิจันทราอะไรประมาณนี้ มียูนิฟอร์มด้วยวุ้ย เราเรียกคนถือธงแดงว่าเป็น เจ้าลัทธิ ส่วนคนที่เหลือเราเรียกว่า สาวกลัทธิ พวกเค้าทำอะไรได้บ้าง มาดูกันดีกว่า

เมื่อโบกธงเสร็จ เจ้าลัทธิก็แสดงก่อน โชว์โยนโอ่งโยนไหไปมา ดูก็หนักนะ แต่เค้าทำเหมือนเบาๆ เลย ดูเค้าฝึกซ้อมมาดีมาก จะสงสัยหน่อยก็ตรงเสื้อผ้านี่แหละ
คิดได้ไง ฮิฮิ..

เจ้าลัทธิเก่งจัง..

ท่านเจ้าลัทธิแสดงเสร็จ (แสดงหลายอย่างนะ แต่จำไม่ค่อยได้อ่ะ) เหล่าสาวกก็ออกมาแสดงมั่ง ส่วนใหญ่จะเป็นโชว์ตัวเบากับความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ แต่ที่ประทับใจก็ตามรูปข้างบนแหละ อิอิ แขนเค้าแข็งแกร่งดีเนอะ แต่ท่าหวาดเสียวไปนิดนะ คนดูแล้วอดจิ้นไม่ได้เลย คริกๆ

โซน Jurassic Park ก็ทนรอไม่ไหวเหมือนกัน ต้องรออีกชั่วโมงครึ่งแหนะ
โซนที่ได้เข้าไปดูอีกโซนคือ Water World จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจรอเท่าไหร่ เห็นโซนนี้ทำเหมือนในหนังดี เดินๆ เข้ามา เอ๊ะ ทำไมคนมันอัดๆ กันไม่ยอมเดินต่อฟร่ะ ก็เลยรู้ว่าเค้าใกล้จะแสดงแล้ว ก็เลยรอต่อไปเลย ซักครึ่งชั่วโมงก็ได้ดู เค้าแสดงดีนะ มี effect ระบ่งระเบิด น้ำไหลทะลัก น้ำสาดกระจาย ใครนั่งดูหน้าๆ เปียกทุกคน แล้วเค้าจะพยายามแสดงออกขำๆ มาก บางส่วนเราก็ไม่ค่อยขำ (ฟังไม่ออกไง อิอิ)

ออกจาก Water World ก็เริ่มบ่ายสามกว่าๆ ไม่ได้แล้ว เพิ่งดูการแสดงไปอันเดียวเอง (การแสดงลัทธิจันทราไม่นับนะ) ยังไม่คุ้มค่าตั๋วเลย ยังไงก็ต้องหาดูอีกซักอัน รีบไปหาโซน Oz ดีกว่า เพราะเค้ามีการแสดง Wicked ซึ่งเป็นละครเรื่องหนึ่งที่ดังสุดๆ ในบรอดเวย์ที่นิวยอร์ก (แต่เรายังไม่ได้ดู) แล้วมันก็เพิ่งมาถึง Universal ที่นี่ได้ไม่นาน ต้องรีบไปหาดูหน่อยแล้ว

คงไม่มีใครไม่ชอบเรื่องพ่อมดออซใช้ม้า 
มาเวลาดีจริงๆ รอแค่สิบนาทีกว่าๆ ก็ได้ดูละคร Wicked แล้ว การแสดงของเค้าใช้ได้นะ ถึงแม้จะไม่อลังการเท่าบรอดเวย์ แต่เค้าก็แสดงได้ดีมากทีเดียว การแสดงประมาณชั่วโมงนึง มีร้องเต้นไม่มากนักและแน่นอนการสนทนาเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็มีบ้างที่ Elphaba (ที่เป็นแม่มดตัวเขียวๆ) รำพันเป็นภาษาอังกฤษ เราว่าคนแสดงเค้าต้องเป็นฝรั่งแน่เลยอ่ะ ภาษาอังกฤษสุดยอดมาก แต่คนแสดงเป็น Glinda ก็เป็นคนญี่ปุ่นแหละ เค้าแสดงได้น่าหมั่นไส้ดีนะ ฮะๆ

จริงๆ อัดวีดีโอไว้ด้วย แต่มันตั้ง 131 MB แหนะ จะโหลดกันไหวไหมเนี่ย
แต่ถ้าอยากดูก็บอกได้นะ จะอัพให้ดู

ออกจากดู Wicked ตั้งใจว่าจะไปดู Peter Pan ให้ได้ มันดั๊นไม่แสดง (ก่อนมาว่าดูตารางดีแล้วนะ) ทำให้ไม่มีอารมณ์ไปต่อดูการแสดงไหนอีก เดินไปก็มีพาเรด Elmo and Cookie Monster อะไรประมาณนี้ ก็หยุดดู แล้วก็ออกแล้วแหละ ไปหาอะไรกินที่ Universal City Walk ดีกว่า

กูลิโกะรุ่นโบราณ ไม่เคยกินแฮะ โบราณไป ฮะๆ
ที่ Universal City Walk นี่มีอาหารน่าสนใจหลายอย่าง แต่ที่ตั้งใจมากินเลยคือ ทาโกะยากิ ใน Takoyaki Museum เดินเข้าไปก็มีร้านเรียงรายอยู่ เห็นขนาดลูกของมันแล้ว คิดว่าคงได้กินแทนข้าวไปเลย (ー_ー;) เกณฑ์การเลือกร้านของเราก็ง่ายๆ หนึ่งคือ หน้าตาน่ากิน (ซึ่งมันก็น่ากินไปหมด) สองคือ คนขายเป็นผู้ชายและหน้าตาดี เลือกร้านได้ก็เข้าไปจ่ายเงิน แล้วก็รออาหาร
ตอนสั่ง อิอิ จะบอกว่า อ่านไม่ออกว่ะ มันใช้คันจิตัวที่ไม่รู้จักอ่ะ สั่งไปปรากฎว่า ได้เนื้อวัวมากิน เง้ออออ.. แบบนี้ต้องเรียก นิคุยากิป่าว?? แล้วเพื่อนเรากินเนื้อไม่ได้ก็เลยต้องไปสั่งมาอีกจานนึง เลยได้กินคนละจาน อิ่มโคตร.. รสชาติก็อร่อยแหละ แต่ไม่ถึงกับน้ำตาไหล (อันไหนก็ไม่เท่าแกงกะหรี่โคตรอร่อยที่โยโกฮาม่าได้ - อร่อยอิ๊บอ๋าย อร่อยน้ำตาไหล..)

เนื่องจากอิ่มทาโกะยากิแล้ว เดินจนทั่วให้หนำใจแล้วก็ย้ายร่างไปที่นัมบะต่อดีกว่า แว๊บบบ.. วันนี้เดินพอให้ได้รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน ไว้วันไหนว่างหน่อย จะมาเดินให้ทั่วเลย

ออกจากสถานีนัมบะ ก็มาเดิน Namba Walk

นัมบะยามค่ำคืน คนช่างมากมาย (จริงๆ มันก็เยอะตลอดเวลาแหละ) คนออกมาเที่ยวกันเต็มไปหมด เราเดินๆ ไป ก็ดันมีอีตา salary man คนนึง ซัก 30 กว่าๆ มั๊ง เดินมาหยุดยืนคุยด้วย ถามบ้าอะไรไม่รู้แต่คงประมาณชวนเที่ยวแหละ แบบว่า น่ากลัวว่ะ (ไม่ใช่อะไร หล่อจะไม่ว่าเลย แหะๆ) ตอนเดินชินจูกุตอนกลางคืน เจอแต่เด็กๆ ชวนคุย ฮิฮิ มาเจออีตานี่.. กรูมาเดินผิดซอยป่าวฟร่ะ ∑( ̄□ ̄;) รีบขอตัวดีกว่า ฟิ้ววว..
แล้วเราก็รีบเดินหารถไฟกลับทันที กลับดีกว่า เดี๋ยวเจอคนแปลกๆ อีก แถมพรุ่งนี้มีคิวต้องไปฮิเมจิอีก ต้องถนอมเท้าไว้เดินหน่อยเพราะต้องเดินเยอะมาก คือ ตอนเช้าจะไปปราสาทฮิเมจิที่เป็นมรดกโลก แล้วกลับมาโกเบ แล้วไปภูเขา Rokko นั่ง Cable Car ไปลง Arima Onsen เมืองที่โคตรมีชื่อเสียงด้านออนเซ็น (ชื่อก็บอก) แล้วก็แช่น้ำร้อนที่นั่น อู๊ยยย.. วางแผนซ้าาา~~ แต่จะเป็นยังไง พรุ่งนี้เดี๋ยวรู้กันค่ะ
เปิดอ่านบล็อก