Japan 2007 :: Kansai :: Day 1 (of 15) --- Osaka
24 Mar 2007
แอบกลับมาเขียนบล็อก(ซึ่งจริงๆ ต้องเรียกว่า ไดอารี่ย้อนหลัง มากกว่าเน้) อีกครั้ง เพื่อเป็นการเก็บความทรงจำตัวเองไว้ก่อนเวลาผ่านไปนานกว่านี้แล้วเราก็จะลืมมันไป
เปิดอ่านบล็อก
เริ่มจากวันที่เดินทางเลยละกัน 23 Mar แบกเป้สีส้มใบโตหิ้วขึ้นหลัง ในใจคิดเต็มที่ เอาวะ.. มาคราวนี้จะไม่ช็อป(เยอะ) จะพยายามทำให้ได้หิ้วเป้เพียงใบเดียวให้ได้ ก็เอาเป้ พร้อมกระเป๋ากล้องและกระเป๋าคาดเอวไปทำงานด้วย แต่งตัวพร้อมไปเที่ยวเต็มที่ เอารองเท้าไปสองคู่ (เพราะคราวก่อนใช้คู่เดิมๆ เดินแล้วปวดเท้าดีแท้ ต้องเอาคู่อื่นไปเปลี่ยนอิริยาบทการเดินหน่อย) เอาโน้ตบุคไปด้วย ตอนไปสนามบินก็มีน้องในทีมขับไปส่ง (เป็นคนที่ไม่ชอบไปต่างประเทศแบบไม่มีคนไปส่ง -- มันว้าเหว่อ่ะ) แล้วก็ขึ้นเครื่องการบินไทยเวลาประมาณ 22:10 น.
จะบอกว่าเพิ่งเคยขึ้นการบินไทยไปญี่ปุ่น เครื่องเก๊าเก่าแบบยังไม่มีจอทีวีส่วนตัว แตกต่างจากเครื่องใหม่ๆ ที่ใช้ในเส้นทางไปอเมริกาหรือยุโรป อาหารก็เฉยๆ ยอมรับว่าผิดหวังนิดหน่อย เราว่าเราชอบ JAL มากกว่าแล้วแหละ (เฉพาะที่บินไปญี่ปุ่น รูทอื่นก็คงยังชอบการบินไทยแหละนะ) อาจจะเพราะมันบินใกล้หรือเปล่านะ ∑( ̄□ ̄;)
ไปถึงสนามบินคันไซเกือบหกโมง ก็ตรงไปที่โรงแรมทันทีเพื่อไปฝากกระเป๋า ที่พักเราอยู่ในย่าน Umeda ก็ลงสถานีโอซาก้าแล้วก็เดินใต้ดินต่อไปที่โรงแรมได้เลย (แต่เดินหาครั้งแรกนี่นานมาก ทางเดินใต้ดินมันยังกะเขาวงกต (ー_ー;) ต้องถามลุงเจ้าหน้าที่แถวป้ายรถเมล์ด้วยภาษาญี่ปุ่นห่วยๆ เพื่อถามทาง) มาถึงโรงแรม ก็.. เล็กสมกับเป็น Business Hotel จริงๆ ที่เลือกที่นี่เพราะมันมีห้องน้ำในตัว สนนราคาก็ 6,500 เยนโดยประมาณ (ห้อง Twin) จ่ายค่าห้องล่วงหน้าเสร็จก็เริ่มออกเดินสำรวจสถานที่

วัด Taiyuji ที่อยู่แถวๆ โรงแรม
เดินแถวโรงแรมนิดหน่อยก็เดินสำรวจใต้ดินอีก ตั้งใจจะเดินหาของกินด้วยแหละ แต่พอเดินๆ ไป อ๊ะ.. ร้านขายเครื่องสำอางค์ แวะซะหน่อย เพราะไม่ได้เอาพวกสบู่ ยาสระผม มาเลย ตั้งใจจะมาซื้อใช้ที่นี่แหละ ขนมาก็หนัก พอเดินเข้าไป ไม่เห็นจะได้สบ่งสบู่อะไรเลย เจอ Shiseido 資生堂 MAJOLICA MAJORCA ก็ไม่ยอมไปไหนกันแล้ว กว่าจะเดินออกจากร้านก็เกือบบ่าย เง้อออ..

โฆษณาเอนิเมชั่นของโรงหนังแถวโรงแรม
เรื่องนี้ในบ้านเราที่เนชั่นเอามาแปล ชื่อเรื่อง
วัยกระเตาะตึ่งตึงตึ้ง (จำได้ป่าว)
อากาศที่โอซาก้าก็ไม่หนาวเท่าไหร่ ขนาดเราที่ว่าขี้หนาวแล้ว ยังเดินสวมเสื้อแขนกุดได้สบายๆ แต่มองไปรอบตัว คนอื่นเค้าใส่เสื้อโค้ท ใส่แจ็คเก็ตกันแบบว่ากรูหนาวมาก คนมองเราเหมือนกัน ทำไมนังนี่ใส่แขนกุด (ー_ー;) ยิ่งเดินใต้ดินยิ่งร้อน ทำให้รู้เพิ่มมาอีกอย่างว่า คนญี่ปุ่นนี่ นอกจากทนหนาวได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทนร้อนกันได้อีกเนอะ..
เดินหาร้านกินกันต่อ ก็เลือกไม่ได้ซักที ในที่สุดก็มาตกอยู่ที่ร้าน Mos Burger ซึ่งเคยอยากลองกินนานแล้ว แต่ไม่ได้กินซักที (เราเป็นคนไม่ชอบอาหารฟาสต์ฟู้ดมากๆ แต่ก็ขอลองหน่อยเหอะ) เราสั่งเซ็ท Mos Burger ราคาประมาณ 6-700 เยนมีเบอร์เกอร์ ไฟรด์ แล้วก็น้ำแก้วนึง รสชาติก็โอเค นั่งมองคนในร้านไปกินไป อิ่มก็ออกไปเดินต่อ

เดิน เดิน เดิน.. เดินช็อปซะมากกว่าล่ะมั๊งเรา.. แวะร้านหนังสือ แวะห้าง เดินจนเย็น จริงๆ ตั้งใจจะไปปราสาทโอซาก้า ก็ไม่ได้ไป เลยเอาไว้ไปวันหลังละกัน ตอนนี้หาข้าวเย็นกินแล้วรีบนอนละกันนะ เซฟแรงไว้เดินพรุ่งนี้ดีกว่านะ ว่าแล้วก็เดินเลือกร้านอีก เดินหลายรอบมาก ในที่สุดก็ตกลงกินร้านปลาไหลละกัน (อยู่บ้านเราไม่ค่อยได้กิน แพงงง) สั่งข้าวหน้าปลาไหลมาคนละชุด หน้าตาน่ากินมาก พนักงานก็เข้ามาอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่นเกี่ยวกับวิธีการกิน เอ๊ะ.. จะกินต้องมีขั้นตอนอะไรด้วยเรอะ (คิดในใจ)


- ใช้ไม้พายคนปลากับข้าวให้เข้ากันแล้วตักใส่ชามเล็กๆ แล้วก็กินตามปกติ

- ใส่เครื่องเทศที่เค้าเรียกว่าอะไรไม่รู้ รู้แต่กลิ่นแปลกๆ พอกินเข้าไปแล้วลิ้นชาๆ รสชาติห่วยมาก(สำหรับเรา) ไอ้เราก็ใส่เข้าไปซะเยอะ เห็นเค้าบอกว่ามันเผ็ด ยิ่งใส่อย่างบ้าคลั่ง --- -----'"" แทบกินไม่ได้แหนะ
- เมื่อกินเสร็จแล้ว ก็ให้เอาชาจีนรินลงในชามที่เราตักข้าวปลาไหลใส่ แล้วก็ดื่มชาจากถ้วยนั้น เรายังพูดแซวเล่นๆ กับเพื่อนเลยว่า หลอกให้เราทำเพื่อจะได้ล้างถ้วยง่ายๆ เปล่าฟร่ะ ฮะๆ

ราคาของชุดนี้เราคิดว่าไม่แพงนะ ประมาณพันสี่ร้อยเยนมั๊ง (จำไม่ค่อยได้) เคยเห็นของร้านอื่น ปลาไหลน้อยกว่านี้ก็เป็นพันแล้ว ร้านนี้อร่อยด้วยนะ วันหลังๆ กินที่อื่น เทียบกันแล้ว ชอบร้านนี้ที่สุดแล้วแหละ (ถ้าไม่ใส่ไอ้เครื่องเทศรสชาตินรกนั่น จะยิ่งอร่อยกว่านี้..)
เอ้า! กินเสร็จพุงกางก็เดินย่อย แล้วก็กลับมานอนเอาแรง พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ.. งาน Comic City ที่เล็งมานาน.. อาจารย์โทชิมี๊~~~ (≧▽≦) งี้ดดด..
เปิดอ่านบล็อก
อ่านแล้วแอบอิจฉา อยากไปมั่งจัง